วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การวัดและประมวลผลข้อมูล

การประมวลผลข้อมูล


ประเภทของข้อมูล
 
ข้อมูลโดยทั่วไปมีหลายรูปแบบ แตกต่างกันทั้งชนิดและความหมาย ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง  ดังนี้ 
 
 
แบ่งตามลักษณะของการรวบรวมข้อมูล เป็นเกณฑ์ มี 2 ประเภทคือ
 
1) ข้อมูลปฐมภูมิ (primary data)  คือ ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้จากการเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลโดยตรง  เช่น ข้อมูลจากการสังเกต  การสัมภาษณ์  การทดลอง  การทดสอบ  เป็นต้น
 
2) ข้อมูลทุติยภูมิ  (secondary  data) คือ ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้จากการนำข้อมูลที่ผู้อื่นรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ มาใช้งานโดยไม่ต้องลงมือเก็บรวบรวมเอง ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำมาใช้อ้างอิงได้เลย  เช่น  ข้อมูลสำมะโนประชากร  สามารถอ้างอิงได้จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ
 
 
 
แบ่งตามลักษณะการจัดเก็บ 
 
1) ข้อมูลที่เป็นตัวเลข  (Numeric type)  คือ ตัวเลขจำนวนเต็มต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำมาคำนวณได้ หรือใช้ระบุความหมายของสิ่งของต่าง ๆ ในเชิงปริมาณ เช่น ราคาสินค้า จำนวนสิ่งของ ความสูง น้ำหนัก เงินเดือน ภาษี ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น 15.75 บาท 1,750 กล่อง 175.3 ซ.ม. 10111000 (เลขฐานสองเท่ากับ 184 ของเลขฐานสิบ) ในที่นี้รวมถึงเลขฐาน 8, 16 ด้วย
 
2) ข้อมูลที่เป็นตัวอักขระ (Character type) ใช้บรรยายความหมายหรือแทนข้อมูลบางอย่าง ซึ่งไม่ใช้ในการคำนวณ เช่น หมายเลขทะเบียนรถ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน ชื่อ – สกุล เบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น รถยนต์ เกวียน นายกุ๊กไก่ เลขประชาชน 3539900000223 
 
3) ข้อมูลที่เป็นตัวอักษรเลข (Alphanumeric type)  หมายถึง มีทั้งตัวอักษร ตัวเลข และตัวสัญลักษณ์พิเศษ (เช่น !,.?*%$&#@+-) ใช้บรรยายหรือสื่อความหมายต่าง ๆ ได้ตามแต่จะกำหนดเช่น กระดาษ A4  $500.00   phat@hotmail.com อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน เป็นต้น
 
4) ข้อมูลที่เป็นมัลติมีเดีย (Multimedia) หรือสื่อประสม เป็นข้อมูลที่มีทั้งภาพ เสียง ข้อความ เป็นต้น
 
 
 
 
คุณสมบัติที่ดีข้องข้อมูล
 
เพื่อให้สามารถใช้งานข้อมูลและสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ในการจัดการระบบข้อมูล  จึงต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ   ดังนั้นในการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง สารสนเทศที่ดี ข้อมูลจะต้องมีคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน ดังนี้
 
1. ความถูกต้อง หากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วข้อมูลเหล่านั้นเชื่อถือไม่ได้จะทำให้เกิดผลเสียอย่างมาก ผู้ใช้จะไม่กล้าอ้างอิงหรือนำเอาไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเหตุให้การตัดสินใจของผู้บริหารขาดความแม่นยำและอาจมีโอกาสผิดพลาดได้ โครงสร้างข้อมูลที่ออกแบบต้องคำนึงถึงกรรมวิธีการดำเนินงานเพื่อให้ได้ความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด โดยปกติความผิดพลาดของสารสนเทศส่วนใหญ่ มาจากข้อมูลที่ไม่มีความถูกต้องซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก คนหรือเครื่องจักร การออกแบบระบบจึงต้องคำนึงถึงในเรื่องนี้
 
2. ความรวดเร็วและเป็นปัจจุบัน การได้มาของข้อมูลจำเป็นต้องให้ทันต่อความต้องการของผู้ใช้ มีการตอบสนองต่อผู้ใช้ได้เร็ว  ตีความหมายสารสนเทศได้ทันต่อเหตุการณ์ หรือความต้องการ มีการออกแบบระบบการเรียกค้น และรายงานตามความต้องการของผู้ใช้
 
3. ความสมบูรณ์ ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นกับการรวบรวมข้อมูลและวิธีการทางปฏิบัติด้วย ในการดำเนินการจัดทำสารสนเทศต้องสำรวจและสอบถามความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ในระดับหนึ่งที่เหมาะสม
 
4. ความชัดเจนและกะทัดรัด การจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากจะต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากจึงจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างข้อมูลให้กะทัดรัดสื่อความหมายได้ มีการใช้รหัสหรือย่นย่อข้อมูลให้เหมาะสมเพื่อที่จะจัดเก็บเข้าไว้ในระบบคอมพิวเตอร์
 
5. ความสอดคล้อง ความต้องการเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้นจึงต้องมีการสำรวจเพื่อหาความต้องการของหน่วยงานและองค์การ ดูสภาพการใช้ข้อมูล ความลึกหรือความกว้างของขอบเขตของข้อมูลที่สอดคล้องกับความต้องการ

 
  
 
วิธีการประมวลผลข้อมูล
 
การประมวลผลข้อมูล (Data Processing) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงหรือจัดระเบียบข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน
 
ข้อมูลโดยทั่วไปเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นระเบียบจากขบวนการนับหรือการวัด ไม่สามารถสื่อความหมายให้เข้าใจหรือใช้ประโยชน์ได้ การประมวลผลจึงเป็นวิธีการนำข้อมูล (Data) กลายสภาพเป็นสารสนเทศ (Information) ที่มีประสิทธิภาพและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้
 
สามารถแบ่งวิธีการประมวลผลข้อมูลออกเป็น 3  ประเภท ตามอุปกรณ์ที่ใช้คือ
 
1. การประมวลผลด้วยมือ (Manual Data Processing) วิธีนี้เหมาะกับข้อมูลจำนวนไม่มากและไม่ซับซ้อน ไม่เร่งรีบใช้ผลลัพธ์มากนัก
 
2. การประมวลผลด้วยเครื่องจักร (Mechanical Data Processing) วิธีนี้เหมาะกับข้อมูลจำนวนปานกลางและไม่จำเป็นต้องใช้ผลจากการคำนวณในทันทีทันใด
 
3. การประมวลผลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Processing) การประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ วิธีนี้เหมาะกับงานที่มีงานลักษณะดังนี้
 
-  งานที่มีปริมาณมาก ๆ
 
  -  ต้องการความรวดเร็วในการประมวลผล
 
  -  ต้องการความละเอียดและความถูกต้องของงานสูง
 
  -  งานที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ซับซ้อน หรือมีลักษณะที่ทำงานแบบเดิมซ้ำกันหลาย ๆ รอบ
 
  -  มีการคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อน เช่น ระบบงานทะเบียนและวัดผล  ระบบงาน การจองตั๋วเครื่องบิน หรือระบบงานด้านการเงินและการธนาคาร  เป็นต้น 
 
 
 
วิธีการประมวลผลข้อมูลโดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์  มี 2 วิธี  คือ
 
1) การประมวลผลแบบเชื่อมตรง (online processing)   เป็นวิธีการนำข้อมูลแต่ละรายการที่ถูกบันทึกเข้ามาประมวลผลทันที นิยมใช้ในงานที่ต้องได้ผลลัพธ์ให้กับผู้ใช้ทันที หรือในงานที่ข้อมูลจะต้องทันสมัยอยู่ตลอดเวลา  เช่น  เมื่อเบิกเงินจากตู้เอทีเอ็ม  รายการการเบิกเงินของเราในแต่ละครั้งจะไปประมวลผลที่เครื่องหลัก ที่อาจอยู่ห่างไกลทันที  โดยข้อมูลจะถูกนำไปคำนวณและบันทึกยอดคงเหลือในบัญชีเงินฝากของเราทันที  เป็นต้น
 
2) การประมวลผลแบบกลุ่ม (batch processing)   เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลในแต่ละช่วงเวลาหนึ่ง และนำข้อมูลที่ได้รับในช่วงเวลาดังกล่าวมาประมวลผลพร้อมกัน  เช่น การเก็บข้อมูลเวลาเข้าออกของนักเรียน  และเมื่อสิ้นเดือนโรงเรียนจะนำข้อมูลมาประมวลผล   เป็นรายงานการเข้าชั้นเรียนของนักเรียนประจำเดือน  เป็นต้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น